3 เหตุผลที่ทำไมอนิเมะช่วงนี้มีแต่พล็อตซ้ำๆ

เบื่อ! เห็นแต่แนวต่างโลก แนวนางร้าย ไล่ออกจากปาร์ตี้ ฮาเร็ม ฯลฯ ไม่มีอนิเมะใหม่ๆ บ้างเหรอ ? เป็นคำกล่าวที่เห็นได้บ่อยในโซเชียลหรือเว็บบอร์ด ความจริงมีอนิเมะหลายเรื่องให้เลือกดู แต่มีเหตุผลที่ทำให้รู้สึกว่ามีแค่ไม่กี่เรื่อง

คนส่วนใหญ่ดูแค่ไม่กี่เรื่อง จากนับร้อยเรื่อง

ปริมาณการผลิตอนิเมะซีรีส์ในประเทศญี่ปุ่นในแต่ละปี หากไม่นับรวมผลงานสำหรับเด็กหรือภาพยนตร์สั้น อนิเมะมีจำนวนเฉลี่ยสูงถึง 200-250 เรื่องต่อปี

ที่น่าสนใจคือผลงานที่มีโครงเรื่องซ้ำซ้อนหรือเป็นแนวพิมพ์นิยมนั้น มีจำนวนเพียงหลักสิบเรื่องเท่านั้น

ลองดูสรุปแบบแบ่งปีดูก็ได้ เฉลี่ยบางแนวมีปีละไม่ถึง 5 เรื่องแค่อาจมีภาคต่อเยอะ

ส่วนพวกแฟนตาซี แอ็คชั่น รอมคอม ถือเป็นแนวพื้นฐานที่พวกวัยรุ่นชอบมาตั้งแต่อดีต จึงไม่แปลกที่มีเยอะ

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ผู้ชมมักมีความรู้สึกว่าพล็อตเรื่องไม่มีความแปลกใหม่ เป็นเพราะแนวทางดังกล่าวได้รับความนิยมในวงกว้างและถูกหยิบยกมาสนทนาในสื่อสังคมออนไลน์บ่อยครั้ง ไม่ค่อยมีใครพูดถึงอนิเมะนอกกระแสกันมากนัก หรือถึงพูดก็แค่เฉพาะกลุ่มจริงๆ ทำให้ไม่เห็นผ่านฟีดในโซเชียลเลย

นอกจากประเด็นด้านเนื้อหาแล้ว คุณภาพของการผลิตยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ชม เนื่องจากสตูดิโอที่มีศักยภาพในการผลิตงานคุณภาพสูงมีจำนวนจำกัด เมื่อผลงานบางส่วนมีคุณภาพการสร้างสรรค์ที่ลดทอนลงตามมาตรฐานแอนิเมชัน ความน่าสนใจของตัวเรื่องจึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ชมมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลงานกลุ่มเดิมที่มีความคุ้นเคยเป็นหลัก

คนไม่ดูแนวเฉพาะกลุ่ม

ต่อจากหัวข้อก่อน แปลกเกินไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะคนไม่คุ้นชินกับลำดับเรื่อง จนเลิกดูไปตั้งแต่ต้นเรื่อง

ตัวอย่างแนวเฉพาะกลุ่ม

  • แนวญี่ปุ่นย้อนยุค / แนวประวัติศาสตร์โลก
  • แนวสาวน้อยเวทมนตร์
  • แนวดนตรี ไอดอล
  • แนวแอคชั่นไซไฟ
  • แนวชีวิตประจำวันของหนุ่มใหญ่, สาวใหญ่ หรือคนชรา
  • แนวกีฬาหลายประเภท
  • แนวมิตรภาพระหว่างชายหรือหญิง
  • แนวเหนือธรรมชาติ
  • อื่นๆ

ส่วนมากถ้ามีจุดขาย อย่างดีไซน์ตัวละครสุดเท่-โมเอะ บทเข้มข้นเกินคาด แฟนเซอร์วิส หรือบทคอมเมดี้แบบฮาๆ อาจทำให้สนใจได้บ้าง แต่น้อยเรื่องที่ทำได้

โครงเรื่องที่มีความแปลกใหม่และฉีกกฎเกณฑ์เดิมมักได้รับคำชื่นชมในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ และมีโอกาสได้รับรางวัลจากสถาบันต่าง ๆ แต่ในเชิงธุรกิจ ผลงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมักเข้าถึงผู้ชมเฉพาะกลุ่ม เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ผลงานระดับรางวัลอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จในด้านรายได้เสมอไป

พล็อตเรื่องที่แปลกใหม่มักถูกผลิตออกมาสู่ตลาดอยู่เสมอ แต่หากไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมส่วนใหญ่ได้ ผลงานเหล่านั้นจะขาดกระแสการตอบรับและไม่ถูกพูดถึงในพื้นที่สาธารณะ ในทางตรงกันข้าม แนวเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความจำเจกลับเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างรายได้และรักษาฐานผู้ชมไว้ได้มั่นคงกว่า ส่งผลให้ผู้ผลิตยังคงเลือกสร้างสรรค์ผลงานในแนวทางเดิมเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ

ในญี่ปุ่นมีหลายสำนักพิมพ์

โครงสร้างอุตสาหกรรมอนิเมะในญี่ปุ่นประกอบด้วยสำนักพิมพ์หลายแห่ง แบ่งแยกตามแบรนด์ย่อยอีก ซึ่งแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นต่างกันไป

การที่ผู้ชมเห็นแนวเรื่องต่างโลก หรือแนวทางที่คล้ายคลึงกันปรากฏออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่แต่ละสำนักพิมพ์ต่างมีลิขสิทธิ์ผลงานในมือที่อยู่ในกระแสนิยมและเลือกที่จะนำเสนอในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ยกตัวอย่างแนวเกิดใหม่บางส่วน ว่ามาจากกี่สำนักพิมพ์

  • GC Novels (Micro Magazine): เกิดใหม่ทั้งทีก็เป็นสไลม์ไปซะแล้ว, ซวยเหลือหลายเกิดใหม่กลายเป็นดาบ
  • MF Books (Media Factory): เกิดชาตินี้พี่ต้องเทพ, Magic Maker
  • SQEX Novel (Square Enix): พอได้เกิดใหม่ก็กลายเป็นไข่มังกรไปซะแล้ว
  • Kadokawa Books (Fujimi Shobo): ป๊ะป๋าผู้กล้า มาม้าเป็นเทพธิดา ส่วนหนูกลับมาเกิดใหม่พลังเต็มพิกัด
  • Fujimi Fantasia Bunko (Fujimi Shobo): ชีวิตใหม่ไม่ธรรมดาของราชาปีศาจขี้เหงา
  • TO Bunko (TO Books): การปฏิวัติของสาวน้อยหนอนหนังสือ, ขุนนางหมูขาวขอใช้ความทรงจำชาติก่อนเลี้ยงดูน้องชายลูกเจี๊ยบ
  • Saga Forest (Hifumi Shobō): เกิดใหม่เป็นขุนนางไปผจญภัยในต่างโลก

หมายเหตุ: ฝั่งซ้ายเป็นแบรนด์ของสำนักพิมพ์ ส่วนวงเล็บคือสำนักพิมพ์

กระบวนการสร้างอนิเมะจะเริ่มต้นจากการจัดตั้งคณะกรรมการผลิต (Production Committee) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของบริษัทในหลายภาคส่วน โดยมีสำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับเป็นหนึ่งในสมาชิกหลัก เมื่อกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจเห็นพ้องในการลงทุนจึงจะเริ่มดำเนินการติดต่อสตูดิโอเพื่อผลิตงานแอนิเมชัน การที่แนวทางพล็อตเรื่องที่คล้ายกันได้รับอนุมัติให้สร้างเป็นอนิเมะบ่อยครั้ง จึงเป็นผลลัพธ์จากการประเมินมูลค่าทางการตลาดและความต้องการของกลุ่มผู้ร่วมทุนที่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าแนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างกำไร

สรุป: ทุกสื่อมีสูตรสำเร็จเสมอ

ไม่ว่าภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ นิยาย เกมคอนโซล เกมออนไลน์ เพลง กีฬา หรือสื่อต่างๆ ส่วนใหญ่จะมี Genre, Theme ที่ชัดเจน การคิดแหวกแนวเกินไปโอกาสขายไม่ได้มีสูง จึงมีพล็อตที่จำกัด

เปรีบบให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ก็เช่นเดียวกับอาหารที่เราทาน หากคุณกินอาหารไทยจนครบทุกเมนูแล้ว การขอกินเมนูที่ไม่มีใครเคยคิด อาจได้รสชาติที่ย่ำแย่มาแทน แต่อาหารไม่ว่าเบื่อแค่ไหนก็ต้องกินวันละหลายมื้อ ต่างจากพวกสื่อบันเทิงที่เบื่อแล้วก็ไปดูอย่างอื่นแทนได้

หากเบื่อกับอนิเมะแนวเดิมๆ ลองหาแนวอื่นที่นอกกระแสดูบ้างก็ได้ มีตัวเลือกมากมาย หรือถ้าดูมาเป็นพันเรื่องจนเบื่อแล้ว การไปดูพวกการ์ตูนจีน ภาพยนตร์ต่างประเทศแทน อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทำไมอนิเมะพล็อตซ้ำบ่อย