ปัญหาการผลิตของ One Punch Man ซีซั่น 3

One Punch Man ซีซั่น 1 ซึ่งออกอากาศเมื่อเดือนตุลาคม 2015 เคยสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยคะแนนวิจารณ์ที่สมบูรณ์แบบและได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในอนิเมะยอดนิยมตลอดกาล แต่ในปัจจุบันสถานการณ์กลับพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เมื่อซีซั่น 3 ที่กำลังออกอากาศอยู่ได้รับเสียงตอบรับในแง่ลบอย่างรุนแรง โดยมีคะแนนความนิยมลดลงเหลือเพียงระดับต่ำสุดจากผู้ชม การเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากการบริหารจัดการ ความเปลี่ยนแปลงของทีมงาน และปัญหาระดับโครงสร้างของอุตสาหกรรมอนิเมะ

ความสำคัญของผู้กำกับและเครือข่ายทีมงาน

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของซีซั่นแรกภายใต้การผลิตของสตูดิโอ Madhouse เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของผู้กำกับชิงโก นัตสึเมะ (Shingo Natsume) ที่สามารถดึงศักยภาพของต้นฉบับออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ปัจจัยชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่ชื่อสตูดิโอเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บารมีและเครือข่ายส่วนตัวของนัตสึเมะที่สามารถรวบรวมเหล่าอนิเมเตอร์อิสระระดับแนวหน้ามาร่วมงานได้ การผลิตแบบ 12 ตอนช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพและจังหวะการเล่าเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อนัตสึเมะย้ายไปทำโปรเจกต์อื่น ทีมงานคุณภาพชุดเดิมจึงย้ายตามไปด้วย ส่งผลให้มาตรฐานงานภาพที่เป็นเอกลักษณ์ไม่สามารถถูกสานต่อได้ในซีซั่นถัดมา

การเปลี่ยนผ่านสู่ J.C. Staff และปัญหาการผลิตล้นตลาด

การเปลี่ยนสตูดิโอผลิตมาเป็น J.C. Staff ในซีซั่น 2 และ 3 เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาด้านตารางเวลา คณะกรรมการการผลิตไม่สามารถรอให้นัตสึเมะว่างเว้นจากภารกิจอื่นซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 5-6 ปี เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ การตัดสินใจเปลี่ยนทีมงานจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้สะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมอนิเมะในปัจจุบันที่มีการผลิตผลงานออกมามากเกินไปเพื่อรองรับตลาดสตรีมมิ่ง จำนวนการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมาทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพงานที่ออกมา ดังที่เห็นได้จากคุณภาพที่ลดลงอย่างชัดเจนใน One Punch Man ซีซั่นล่าสุด

OPM3 ใช้แอนิเมเตอร์ต่างประเทศมาก จนผิดปกติ

สำหรับ J.C.Staff ถือเป็นสตูดิโอใหญ่พอสมควรในญี่ปุ่น ปกติทีมงานญี่ปุ่นจะเยอะอยู่แล้ว รวมถึง Outsource ญี่ปุ่นฝีมือดี แต่น่าสังเกตว่าเรื่องนี้กลับถูกคุมตั้งแต่ตอนแรกด้วยคนต่างประเทศในส่วนงานวาด ซึ่งปกติฝีมืออนิเมเตอร์คนญี่ปุ่นจะสูงกว่าคนต่างชาติมาก

อย่าง OPM3 ตอนที่ 6 ใช้ทีมงานคนจีนคุมเกือบทั้งหมด แทบทุกตำแหน่ง และในทั้ง 12 ตอน ถ้าคุณไม่กดข้าม Credit ตอนท้าย จะเห็นชื่อคนต่างชาติเยอะมากในส่วน Animator และ Key Animator

OPM3 ตอนที่ 6 ใช้ทีมงานคนจีน
OPM3 ตอนที่ 6 ใช้ทีมงานคนจีนเพียบ

ในขณะที่ MugenGacha และ ป๊ะป๋าผู้กล้า มาม้าเป็นเทพธิดา ที่ฉายพร้อมกัน และทุนควรน้อยกว่าเพราะต้นฉบับเป็นนิยายที่กระแสยังไม่ดีเท่า OPM3 กลับมีสัดส่วนคนงานญี่ปุ่นที่สูงในตอนแรกๆ แม้ใช้ทีมงานน้อยน้อยกว่า

MugenGacha และ ป๊ะป๋าผู้กล้า มาม้าเป็นเทพธิดา
MugenGacha และ ป๊ะป๋าผู้กล้า มาม้าเป็นเทพธิดา

ยกตัวอย่าง One Punch Man ตอนที่ 6 ของภาคแรก สมัย Madhouse ทำจะเน้นคนญี่ปุ่นเป็นหลัก และมักคัดคีย์อนิเมเตอร์ฝีมือดี

opm1e6

ทั้งนี้การใช้ทีมงานต่างประเทศในปัจจุบัน ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกนัก เพราะค่าตัวถูกกว่าและส่วนหนึ่งมาทำงานเพื่อความรู้เอากลับไปพัฒนาประเทศตัวเอง จึงรับค่าแรงที่ต่ำได้ อย่างไรก็ตาม อนิเมะที่มีคุณภาพดีหลายเรื่องบางเรื่อง จะเลือกใช้ทีมงานจากญี่ปุ่นเป็นหลักในสัดส่วนที่มากกว่า 80%-90% ของแอนิเมเตอร์ ทำให้ได้งานที่คุณภาพดี ซึ่งสังเกตได้ในท้าย ED ทุกเรื่องและทุกตอน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าทำไม OPM3 ถึงเลือกลดงบส่วนนี้ ทั้งที่ได้ฉายในหลายประเทศ แทบจะติดอันดับต้นๆ ของเรื่องขายต่างประเทศดีเรื่องหนึ่ง

น่าสนใจอีกเรื่อง คือ คนไทยอย่าง ANIMETIX Production มีหนึ่งในทีมงานที่ติดต่อกลุ่มแอนิเมเตอร์ต่างประเทศมาช่วยวาดเรื่อง OPM3 โดยตรง รวมถึงวาดบางส่วน (ทีมงานไทยย้ำว่าเป็นฉากที่ไม่เผา) ก็เคยพูดประเด็นเรื่องข้อจำกัดในการผลิตอยู่บ้าง แต่พูดไม่ได้มากเนื่องจากเป็นความลับของทางบริษัท หากสนใจลองฟังใน Podcast นี้ (พูด OPM นิดเดียว นอกนั้นคุยเรื่องวงการ) ลองฟังนาทีที่ 23.00 กับบางช่วง ชีวิตรันทดของอนิเมเตอร์ // เพื่อนบอกให้ลองทำ Podcast # 273

opm3 pa staff talksความไม่พอใจของแฟนคลับในภาค 3

สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อผู้กำกับซีซั่น 3 อย่างชินเป นากาอิ (Shinpei Nagai) ต้องลบบัญชีโซเชียลมีเดียของตนทิ้งเนื่องจากทนกระแสโจมตีจากแฟนคลับไม่ไหว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของผู้ชมจำนวนมากที่มักนำภาพเคลื่อนไหวในอนิเมะไปเปรียบเทียบกับภาพนิ่งในมังงะ การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะนี้มองข้ามหัวใจสำคัญของอนิเมะ ซึ่งเป็นสื่อที่เน้นการถ่ายทอดการเคลื่อนไหวและอารมณ์ การโจมตีทีมงานและผู้กำกับอย่างรุนแรงไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังใจ แต่ยังสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษซึ่งอาจทำลายบุคลากรสำคัญของวงการไปอย่างน่าเสียดาย

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับ One Punch Man ไม่สามารถโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้เพียงลำพัง มันคือผลลัพธ์ของการรอมชอมระหว่างศิลปะกับธุรกิจ คณะกรรมการการผลิตต้องแบกรับความเสี่ยงในการรักษาลิขสิทธิ์และความนิยม แม้ผลลัพธ์จะออกมาน่าผิดหวัง

ส่วนเรื่องการรีเมค แม้จะพอเป็นไปได้ แต่คงต้องรออีกหลายปี น่าจะอย่างน้อยเป็น 10-20 ปี เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการผลิต และช่วงก่อนจบก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก ถือว่าจัดเต็มพอสมควร ก็คงต้องลุ้นให้เทคโนโลยีการผลิตใช้ทุนต่ำลงและคุณภาพดีขึ้นในอนาคต

สุดท้าย แม้ว่าไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่าทำไมถึงงานแย่กว่าที่ควรเป็น เพราะเป็นปัญหาจากวงใน แต่โปสเตอร์ทีเซอร์พาร์ท 1-2 ก็เหมือนบอกนัยๆ อย่างหนึ่งว่า…ควรเปลี่ยนผู้กำกับ เพราะดูไม่มีเซนส์ในการเลือกภาพสักนิด

OPM3ที่มา: ANN