Classroom of the Elite (2017) จะมี Season 2 ไหม ?

Youkoso Jitsuryoku Shijou Shugi no Kyoushitsu e, Classroom of the Elite, ขอต้อนรับสู่ห้องเรียนนิยม (เฉพาะ) ยอดคน หนึ่งในเรื่องกระแสดีมากในช่วงปี 2017 แต่ก็ไม่มีข่าวคราวของภาค 2 ดันมีแต่นิยายซีซั่น 2 ที่ทำให้คนเข้าใจผิด แล้วจะได้ดูอนิเมะภาคสองไหม ?

ความเป็นมา

เรื่องย่อ: โรงเรียน คิโด อิคุเซย์ มีชื่อเสียงจากนักเรียนแทบจะ 100% ที่สามารถหางานทำหรือเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ มีชื่อเสียงเรื่องการปล่อยนักเรียนได้รับอิสระหลายอย่างในระหว่างที่อยู่โรงเรียน จนเหมือนเป็นโรงเรียนในฝันที่เหล่าวัยรุ่นอยากเข้าไปเรียน ในความเป็นจริง มีเพียงนักเรียนห้อง A ที่ได้รับการสิทธิพิเศษ อายาโนโคจิ คิโยทากะ นักเรียนชายที่ดูธรรมดาๆ ผลการเรียนระดับไม่ค่อยเด่น ได้มาเรียนในห้อง D บ๊วยสุดในกลุ่ม และต้องแข่งกับห้องอื่นเพื่อเลื่อนห้อง

ภาคไลท์โนเวล Youkoso Jitsuryoku Shijou Shugi no Kyoushitsu e ผลงานของ Syohgo Kinugasa (Koakuma Teeri to Kyuuseishu!?) วาดภาพประกอบโดย Tomose Shunsaku (Ange Vierge) จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ MF Bunko J (Media Factory / Kadokawa) ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2015 ถึงปัจจุบัน

  • นิยายซีซั่น 1 มี 11 เล่มจบ (และ เนื้อเรื่องเสริม 4.5, 7.5 และ 11.5 รวม 3 เล่ม)
  • นิยายซีซั่น 2 ในชื่อ Youkoso Jitsuryoku Shijou Shugi no Kyoushitsu e 2-Nensei-hen (Classroom of the Elite 2nd Year) ช่วงปีสองของตัวละครหลัก เริ่มวางจำหน่ายเล่ม 1 ในเดือนมกราคม 2020 เนื้อหาต่อจากนิยายซีซั่น 1

ภาคอนิเมะ ฉายในช่วง Summer 2017 ผลิตโดยสตูดิโอ Lerche มี 12 ตอนจบ เนื้อหาจบเท่านิยายเล่ม 3

ทีมงานหลักภาคแรก

  • ผู้กำกับ: Kishi Seiji (Angel Beats!, Arpeggio of Blue Steel: Ars Nova, Danganronpa), Hashimoto Hiroyuki (Gochuumon wa Usagi Desu ka?, Slow Start)
  • บท: Akashiro Aoi (Fuuka, Killing Bites)
  • ดีไซน์: Morita Kazuaki (Assassination Classroom, Danganronpa)

เหตุผลที่อาจมีภาคต่อ

บทตัวละครยังไปได้เยอะ: ด้วยจำนวน 12 ตอน ทำให้ไม่สามารถเล่าเรื่องได้หมด ตัวละครแต่ละตัวยังมีความลับที่ปิดบังอยู่ และความสัมพันธ์แบบหลอกๆ ก็มีอยู่ ความไว้ใจ ความเชื่อมั่น การหักหลัง ยังมีเกิดขึ้นเรื่อยๆ การมีจำนวนตอนเพิ่มขึ้นทำให้ได้เห็นแง่มุมของตัวละครมากขึ้น และทำให้คนดูแต่ภาคอนิเมะชอบมากกว่าเดิม จนกลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลได้ง่ายๆ

จุดขายแตกต่างจากเรื่องอื่น: เสน่ห์ของตัวละครและการแก้ปัญหาต่างๆ สร้างความรู้สึกไม่ธรรมดาต่างจากอนิเมะอื่น

นิยายขายดีแบบถล่มทลาย: กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ดันยอดนิยายพุ่งขึ้นในปีที่ฉาย ติดท็อป 10 เรื่องขายดีสุดในปี 2017, 2018, 2019 และเรื่องที่ติดอันดับเกือบทั้งหมดมักจะมีภาคต่อ เพราะถือเป็นหน้าตาของสำนักพิมพ์ค่ายนั้นๆ (คิดแต่กำไรไม่ได้ บางทีก็ต้องคิดเรื่อง Brand ด้วย)

ต่างประเทศได้รับความนิยมสูง: ยุคนี้ ต่างประเทศเห็นผลกว่าดังในญี่ปุ่นเยอะ กระแสความนิยมเห็นผลชัดและส่งผลดีต่อสินค้าต่างๆ โอกาสได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศก็สูง

เหตุผลที่อาจไม่มีต่อ

ต้นฉบับน่าจะอีกยาว: นิยายแรกมี 11 เล่ม (ไม่นับตอน .5) ถ้าคิดหยาบๆ น่าจะมีเกิน 30 เล่ม ดันต่อยังไงก็ตามไม่ทัน

แผ่นขายไม่ค่อยดี: ถือเป็นหนึ่งในเรื่องขายไม่ดีแบบสวนกระแส ซึ่งเป็นปีขาลงของการขายแผ่น บวกกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่อง ทำให้กลายเป็นแย่ลง ตรงข้ามกับนิยายที่ขายดีมหาศาล

ยอดขายแผ่นบลูเรย์/ดีวีดี ในญี่ปุ่น (เฉลี่ย)

  • Youkoso Jitsuryoku Shijou Shugi no Kyoushitsu e – 1,275 แผ่น

แต่ส่วนตัวคิดว่าต่อให้ทำดีแค่ไหน แนวนี้ไม่น่าเกิน 3 พันชุดอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่แนวที่กลุ่มมีกำลังซื้อจะอยากได้เก็บไว้

ปี 2017 เป็นปีที่กระแสต่างประเทศมาแรง แต่ค่านิยมเรื่องยอดขายแผ่น ยังมีตัวแปรในญี่ปุ่นอยู่ ยอดต่ำกว่า 5,000 มากๆ สะท้อนถึงอะไรหลายอย่าง ถึงยอดขายในญี่ปุ่นไม่มีผล แต่สำหรับสตูดิโอ Lerche ที่เพิ่งก่อตั้งปี 2011 ที่แทบไม่มีเรื่องขายดีเลย คงต้องคิดนิดนึง

ต่อยอดยาก: ผมชอบแซวว่า Kadokawa เอะอะก็ทำเกม, ฟิกเกอร์, อาร์ตเวิร์ค, เพลง เป็นตัวแปรทำภาคต่อ แต่เรื่องนี้ไปต่อยากหน่อยเพราะไม่ใช่แนวขายตัวละครเท่าเรื่องอื่น

ที่เห็นพอไปได้ คือ ภาพยนตร์หรือซีรีส์คนแสดง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสมีภาคต่อได้มาก แต่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมี

สิ่งที่คิดว่าไม่เกี่ยว

เนื้อเรื่องภาค 1 โดนเปลี่ยนไปมาก: มีทฤษฎีของกูรูหลายคนตามบอร์ด/เพจ ส่วนหนึ่งจะคิดแบบนั้นว่า “ไม่ได้ทำต่อหรอก เพราะอนิเมะแก้รายละเอียดไปเยอะ” อย่าง เพิ่มอดีตของพระเอกที่แทบไม่ได้ใบ้ในนิยาย 3 เล่มแรก, พยายามดันบทนางเอก และเปลี่ยนทริกบางช่วงที่ต่างไปจากนิยายกับมังงะ

เหตุผลก็ไม่แปลก ย้อนไปดูรายชื่อทีมงานด้านบนและผลงานที่ผ่านมา จะเห็นทั้งผู้กำกับ, บท ที่เป็นสายครีเอท & ดัดแปลงจากต้นฉบับมารวมกัน เพียงแต่เรื่องนี้ฐานคนอ่านนิยายแน่นอยู่แล้ว พอไปแก้ไขเยอะ ทำให้กลายเป็นคลื่นวิจารณ์ที่แรง

เอาจริงๆ (ไม่ได้เข้าข้างผู้กำกับ) ผมรู้สึกตั้งแต่อ่านเล่มแรกๆ รู้สึกเหมือนกันว่า 3 เล่มแรกยังขาดอะไรไปหลายเรื่อง ควรจะปรับบางอย่าง ซึ่งถ้าผมเป็นผู้กำกับและให้โจทย์ทำแค่ 1 ซีซั่น มีต่อหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็ต้องปรับเหมือนกัน

กลับมาเข้าเรื่อง แก้ไม่แก้ก็ไม่เกี่ยว ในวงการอนิเมะถ้าอยากทำต่อจริง เขาไม่สนภาคแรกหรอกครับ มีวิธีปรับเรื่องให้กลับมาเข้าทางหลายวิธีโดยไม่ได้สนภาคแรก (กรณีเปลี่ยนทีมงาน) หรือจะทำต่อตามเหตุการณ์ภาคแรก ดันตัวละครเหมือนเดิม ไม่แคร์แฟนนิยายก็เป็นไปได้ แค่ให้คนดูแต่ภาคอนิเมะรู้สึกสนุกก็บรรลุเป้าหมายระดับหนึ่ง

อาจต้องเปลี่ยนทีมงานและสตูดิโอ: Lerche แทบไม่เคยเอาอนิเมะจากไลท์โนเวลมาทำภาคต่อเลย เพราะขายไม่ดีสักเรื่อง มีแต่อนิเมะจากมังงะที่ทำหลยภาค ทำให้บางคนคิดว่าไม่มีต่อเพราะค่ายนี้ไม่ทำ หรือ ต้องเปลี่ยนสตูดิโอซึ่งกินเวลานาน

ความจริง ถึงต้องเปลี่ยนทีมงาน หรือ สตูดิโอ น่าจะไม่มีผลอะไรกับเรื่องนี้ กลับอาจดีเสียอีก เพราะถ้าเปลี่ยนแฟนพันธุ์แท้นิยาย น่าจะถูกใจกับสิ่งนี้ ที่เอาทีมงานเก่าไปให้พ้นๆ แค่ลายเส้นคล้ายของเดิม และไม่ดรอปคุณภาพลง

* ก็น่าสังเกตว่าปี 2020 สตูดิโอ Lerche มีทีวีผลงานใหม่แค่เรื่องเดียว คือ ผีห้องน้ำ ฮานาโกะคุง กับมูฟวี่ Given แล้วก็ทิ้งช่วงไปปี 2021 อาจจะซุ่มทำ “บางเรื่อง” อยู่ก็ได้

สรุป: โอกาส 70%

ส่วนตัวค่อนข้างเชื่อว่า ขอต้อนรับสู่ห้องเรียนนิยม (เฉพาะ) ยอดคน จะมีอนิเมะภาค 2 ตามกระแสทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้แนะนำตัวละครมากขึ้น ซึ่งบางตัวละครเด่นกว่าเดิมในช่วงท้ายนิยายซีซั่น 1 และบทบาทตัวละครห้องอื่นเริ่มชัดเจนกว่าภาคอนิเมะ แต่อุปสรรคหลักน่าจะอยู่กับทางต้นสังกัด คาโดคาว่า ที่อาจดันแนวแฟนตาซี/โมเอะ/ต่างโลก เป็นหลักต่อไป

ถ้าการตามนิยายซีซั่น 1 เล่ม 4-11 เป็นเรื่องยาก ก็เชื่อว่ามีทางแก้อีกวิธี คือ หักดิบไปทำภาคปีสองแทน ซึ่งตัวผู้กำกับเคยทำมาก่อนใน Danganronpa ที่ข้ามภาค 1 ไปทำอนิเมะภาค 3 (และเนื้อหาไม่ได้ตามเกมภาค v3) ไม่ได้ทำไล่ทีละภาค แต่ก็คงยากเพราะน่าจะโดนแฟนนิยายแอนตี้หนักกว่าเดิม เนื่องจากเนื้อหาหายไปหลายส่วน ยกเว้นจะไม่แคร์จริงๆ แนวโน้มจะเร่งเล่ม 4-11 ให้จบใน 12-13 ตอน ยังดูจะเป็นไปได้มากกว่า

นิยาย Classroom of the Elite ถือเป็นเรื่องเด่นและถือเป็นหน้าตาของทางคาโดคาว่าอยู่ อย่างในปีล่าสุด Kadokawa Light Novel Expo 2020 ที่จัดในวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2020 ก็ยังปรากฎภาพบนแบนเนอร์ พร้อม No Game No Life ให้จิ้นว่าอาจมีข่าวอนิเมะภาคต่อ (และผิดหวังกันมาหลายครั้ง) แต่เชื่อว่าต่อให้ไม่มีความคืบหน้า ในอีก 1-2 ปีก็ยังมีลุ้นอยู่ แต่ถ้าหลังจากนั้นน่าจะเริ่มยาก

REVIEW OVERVIEW
โอกาส
70 %